5/18/2006
► ได้มีเวลากลับมานั่งเขียน Blog ต่อสักหน่อยนึง หลังจากไม่ได้เขียนมานานเป็นเดือนแล้วมั้งเนี่ย... หลังจากย้ายพ่อกลับมารักษาตัวที่ รพ.หาดใหญ่ แรก ๆ อาการก็น่าเป็นห่วง เนื่องจากเดินทางไกล รถพยาบาลขับซิ่งมาก เหนื่อยกว่าอาการจะคงที่ ก็หลายวันเลย ว่าถึงการรักษาที่ใหม่ ก็โอเค เรื่องเครื่องมือที่ทันสมัยกว่าที่เก่า แพทย์ที่ทำงานกันเป็นทีมหมุนเวียนกันมาดูอาการ ซึ่งที่เก่าแพทย์จะดูคนไข้ของใครของมัน มีแบบไม่กินเส้นกันด้วย แต่ที่เห็นแตกต่างกันมากคือความเอาใจใส่จากพยาบาล พยาบาลที่นี่ไม่ค่อยเอาใจใส่ผู้ป่วยเลย ที่เก่าดีกว่ามาก Take Care ดีสุด ๆ 
► ว่ากันเรื่องอาการหลังจากให้พ่อพักเหนื่อยให้อาการคงที่อยู่หลายวัน แล้วทีมแพทย์ก็รักษาโดยที่ทางเราไม่ค่อยรู้ในเรื่องการรักษาเท่าไร เพราะไม่ค่อยเจอหมอเลย อาการก็ดีขึ้น ๆ เรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ออกจาห้อง ไอ.ซี.ยู แล้วก็ถอดท่อที่ช่วยหายใจออก แน่นอนเป็นสัญญาณที่ดีมาก คนไข้สามารถหายใจเองได้ (จริง ๆ พ่อทนไม่ค่อยไหวพยายามลุกขึ้นมา ครั้งนึง เอามือกระชากสาย Oxygen พยาบาลก็มาดู เห็นว่าหายใจเองได้เลยปล่อยให้หายใจเอง .... ซ่าส์ จริง)
► มาอยู่ตึกอายุรกรรม เพื่อพักฟื้น เอาแล้วครับ ปัญหาเริ่มมา พ่อเริ่มซ่าส์ ครับ พยายามจะลุกขึ้นมาเดิน กระทืบเตียง ไม่ยอมนอน พยาบาลให้ยานอนหลับ หลับไปไม่ถึงชั่วโมงตื่นมาอีกแล้ว พยาบาลกลัวมากเนื่องจากว่าเคสนี้หมอกำชับไว้ให้ดูแลเป็นพิเศษ เพราะเคสนี้โอกาสรอดน้อยมาก ที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้วกลับมาได้ขนาดนี้ ซึ่งถือว่าหมอประสบความสำเร็จมาก แล้วใช้เวลาพักฟื้นสั้นมาก พักฟื้นอยู่อีกประมาณ 1 อาทิตย์ ในที่สุด ... ก็ได้กลับบ้าน แต่กลับไปก็ต้องดูแลพิเศษหน่อย เพราะไม่มีพยาบาล พยายามทำกายภาพบำบัด เพราะคนไม่ได้เดินเป็นเดือน ขาก็ลีบไม่มีแรง ลุกขึ้นยืนได้ขาก็สั่น ส่วนพูดได้นิดหน่อย เสียงยังแหบ เพราะใส่ท่อเข้าไปช่วยหายใจมันไปกดทับหลอดเสียง ลองโทรไปคุยกับพ่อแล้ว ก็พอฟังรู้เรื่อง เป็นเสียงที่ได้ยินครั้งแรกเลยหลังจากที่พ่อป่วย
"ป๊า แย่แล้ว" พ่อผมพูดคำนี้ ผมก็บอกกลับไปว่า "ไม่แย่หรอก ค่อย ๆ หายแล้ว เดี๋ยวก็เหมือนเดิมแล้ว" พ่อผมบอก "ครับผม ๆ" ฟังแล้วแปลก ๆ เหมือนกัน น้องผมบอกแกคงเริ่มปลง อันนี้น่าจะใช่นะ เพราะคน ๆ นึงจากใช้ชีวิตปกติ อยู่ ๆ มาเป็นแบบนี้กระทันหัน แล้วกลับมาได้ขนาดนี้ เป็นผมก็คงจะปลงเหมือนกัน ชีวิตคนเราไม่ได้แน่นอน อะไรเลย คงต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด .... แล้วค่อยมาเขียนต่อ ครับ
